ปฎิทิน
August 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
สถิติ
เปิดเมื่อ20/12/2011
อัพเดท10/07/2018
ผู้เข้าชม359612
แสดงหน้า478886

ประโยชน์ของคอลลาเจน

อ่าน 2746 | ตอบ 1

คอลลาเจนคืออะไร ?

คอลลาเจน Collagen เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย มีปริมาณ 1 ใน 3 ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย พบได้โดยทั่วไปของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง กล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อ กระดูก หลอดเลือด เส้นผม และเล็บ
คอลลาเจน Collagen ที่อยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนกาวยึดเซลล์ต่างๆ ในชั้นผิวให้ติดกัน ช่วยให้ผิวมีความเปร่งปลั่ง ยืดหยุ่น เต่งตึงกระชับ แต่เมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนในชั้นผิวจะเริ่มเสื่อมสภาพ ประกอบกับอัตราการสร้างคอลลาเจนในร่างกายก็ลดลงด้วยเช่นกัน เมื่อคิดเป็นอัตราส่วนตั้งแต่อายุ 25 ปี เราจะสูญเสียคอลลาเจนไป 1.5 % ทุกๆ ปี (เช่นอายุ 35 ปีจะสูญสลายไป 15 % อายุ 45 ปีจะสูญสลายไป 30 % เป็นต้น) ส่งผลให้ความหนาแน่นของคอลลาเจนที่รากผิวลดลง เกิดริ้วรอยเป็นร่องลึก เหี่ยวย่น ขาดความเนียนกระชับ สังเกตได้จาก เวลายิ้ม ขมวดคิ้ว หรี่ตาหรือกระพริบตา จึงมีริ้วรอยปรากฏบนใบหน้า นั่นเอง

นอกจากปัจจัยด้านอายุที่มากขึ้นแล้ว ปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น สารอนุมูลอิสระ แสงแดด มลพิษ บุหรี่ สารปนเปื้อนในอาหารที่รับประทาน แอลกอฮอล์ และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ก็ยังส่งผลให้เกิดการทำลายคอลลาเจน ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

คอลลาเจน(Collagen) จะมีส่วนช่วยในเรื่อง

ผิวพรรณ
- ฟื้นฟูสุขภาพผิว เพื่อความยืดหยุ่น และความชุ่มชื่นของผิว
- ทำให้ผิวพรรณขาวใส และเติมร่องลึก ช่วยให้ ฝ้า , กระ จางลง
- คืนความอ่อนเยาว์ในเวลาอันรวดเร็ว
- ยับยั้งการเกิดรอยเหี่ยวย่น บำรุงผิวให้เนียนนุ่ม

กระดูก
- เพิ่มสารอาหารประเภท แคลเซียม ป้องกันโรคกระดูกพรุน , เสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรง

- คอลลาเจนช่วยเสริมสร้างกระดูกอ่อน เพิ่มความยาวของกระดูกได้ สำหรับผู้ที่กระดูกยังไม่ถูกปิด(อายุไม่เกิน 25ปี) จึงทำให้สูงขึ้นได้

เม็ดเลือด
- เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือด , เม็ดเลือด และเนื้อเยื่อ

อื่น ๆ
- บำรุงสุขภาพผม , เล็บ , สายตา , และรักษาความผิดปรกติของเส้นประสาท

เราสามารถเสริมสร้างคอลลาเจน(Collagen) ให้ร่างกายได้ ด้วยการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ และอีกวิธีที่ง่ายและสะดวกคือ การรับประทานคอลลาเจน จากผัก ผลไม้ จากสัตว์ และคอลลาเจนในรูปแบบของอาหารเสริม

ข้อแนะนำในการทานคอลลาเจน(Collagen)

เนื่องจากคอลลาเจนเป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่ซึ่งมีผลในด้านการดูดซึม จึงแนะนำให้ทานวิตามินซีที่มีผลช่วยให้คอลลาเจนดูดซึมได้ดีขึ้น และยังช่วยในการสร้างคอลลาเจนจากภายในร่างกายได้อีกด้วย

ดูรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เคล็ดลับการทานคอลลาเจน

ผลที่ได้จากการทานคอลลาเจน(Collagen)

ระยะเวลาเห็นผล 30 – 60 วัน ริ้วรอยตื้นขึ้น 50% ผิวที่หย่อนยานกระชับขึ้น 60%
ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น 45% ผม และ เล็บ แข็งแรง และ หนาขึ้น

ศึกษาข้อมูลคอลลาเจนเพิ่มเติมได้ที่นี่…

คอลลาเจนคืออะไร

คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย มีปริมาณ 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย โครงสร้างโมเลกุลมีลักษณะเป็นเส้นเอ็นแข็งแรงและแผ่กว้าง มีความยืดหยุ่นซึ่งจะช่วยค้ำจุนผิวหนังและอวัยวะภายในไว้ กระดูกและฟันมาจากการรวมกันของ Mineral Crystals และคอลลาเจน คอลลาเจนเป็นโครงสร้างของร่างกาย ช่วยป้องกันและค้ำจุนเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน และจุดเชื่อมต่อกับโครงกระดูก


คอลลาเจน พบได้โดยทั่วไปของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง กล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อและกระดูก เส้นใยคอลลาเจนจะสานกันเหมือนเส้นใยที่ถักทอกันเป็นเนื้อผ้า และจะเป็นโครงร่างแหที่เซลล์ใหม่ๆจะเจริญเติบโตได้ ในผิวหนัง คอลลาเจนจะเป็นเนื้อหนังที่ให้ความยืดหยุ่นของโครงร่าง คอลลาเจนในผิวหนังมนุษย์มีลักษณะเหมือนกับคอลลาเจนที่พบในสัตว์ จึงเป็นเหตุผลที่มนุษย์สามารถใช้คอลลาเจนจากสัตว์ได้

คอลลาเจน ชนิดต่างๆในร่างกาย

คอลลาเจนเป็นสารที่อยู่ทุกที่ในร่างกายเรา เป็นเส้นใยในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันนี้เป็นร่างกายและอวัยวะภายในของเรา เพื่อให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของคอลลาเจน รายการต่อไปนี้เป็นชนิดของคอลลาเจนซึ่งถูกรวบรวมไว้เป็น 5 กลุ่ม จากคอลลาเจนมากกว่า 19 ชนิด ว่าถูกใช้งานอย่างไรในร่างกายคนเรา

กลุ่ม 1 เกี่ยวกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิวหนัง กระดูก ฟัน เอ็นข้อต่อ ส่วนห่อหุ้มอวัยวะ
กลุ่ม 2 เป็นข้อต่อกระดูกอ่อน
กลุ่ม 3 เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของอวัยวะ (ตับ ม้าม ไต และอื่นๆ)
กลุ่ม 4 การแบ่งชั้นระหว่างเซลล์ epithelial และ เซลล์ endothelial เช่นเดียวกันกับโครงกระดูกกับเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ กลุ่มไต lens capsule และ Schwann กับเนื้อเยื่อประสาทส่วนกลางของระบบประสาท

การสูญเสียคอลลาเจน

ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายคนเราจะสูญเสียคอลลาเจนไป 1.5 % ทุกๆ ปี (เช่นอายุ 35 ปีจะสูญสลายไป 15 % อายุ 45 ปีจะสูญสลายไป 30 % เป็นต้น) เมื่อคนเรายิ้ม ขมวดคิ้ว หรี่ตาหรือกะพริบตา จึงมีริ้วรอยปรากฏบนใบหน้า ชั้นผิวคอลลาเจนนอกจากจะเปลี่ยนไปตามอายุแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก คือ สิ่งแวดล้อมและพันธุกรรม ในผู้สูงอายุกล้ามเนื้อจะเริ่มอ่อนแอและบาดเจ็บได้เมื่อล้ม เนื่องจากกล้ามเนื้อไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ดี อัตราการเสียหายของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นร้อยละ 1 ต่อปี

กล้ามเนื้อของผู้หญิง เช่นเดียวกับกระดูก โดยทั่วไปมีลักษณะเล็กกว่าของผู้ชาย คอลลาเจนจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในข้อแตกต่างนี้ ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนถูกผลิตขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน และทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปในแต่ละปี

คอลลาเจนกับผิวหนัง

คอลลาเจนคือเส้นใยโปรตีน เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กระดูกอ่อน กระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวกันต่างๆ คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลักของเครือข่ายชั้นผิวหนัง มากกว่า 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย คือคอลลาเจน จัดเป็นจำนวนที่สูงมากและเป็น 70 % ของผิวหนังคนเรา

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ผิวหนังประกอบด้วยชั้นผิว 3 ชั้น ชั้นแรก คือ หนังกำพร้าเป็นหนังส่วนที่อยู่นอกสุดของชั้นผิวหนัง ประกอบด้วยเซลล์ที่เรียกว่า epithelial cells ชั้นถัดมา คือ ชั้นที่อยู่ต่ำกว่าชั้นหนังกำพร้าลงไป ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมน้ำเหลือง ต่อมเหงื่อ ต่อมขนและต่อมไขมัน เป็นต่อมที่ผลิตไขมันเพื่อป้องกันแบคทีเรีย ชั้นที่สามเป็นชั้นที่สนับสนุนการทำงานของชั้นเนื้อเยื่อไขมัน

ผิวหนังจะยังคงความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นตราบเท่าที่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นได้มากกว่า 10 % ถ้าผิวหนังแห้งมากจะมีลักษณะบวมแดง อักเสบ ผิวหนังชั้นหนอกจะมีลักษณะหยาบ เปราะบาง ไม่สดใส จึงต้องใช้โลชันและครีมบำรุงผิวเป็นตัวช่วยในการรักษา ความชุ่มชื้น ในชั้นที่ต่ำกว่าชั้นผิวหนังชั้นนอกสุดจะเสื่อมสภาพไปตามอายุ ซึ่งไม่ใช่ขาดเฉพาะความชุ่มชื้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลดลงของ Polypeptides เช่น Elastin และคอลลาเจน

คอลลาเจน กับ โรคข้อต่อต่างๆ

90 % ของการสร้างกระดูก คือ คอลลาเจน

โรคกระดูกพรุน คือ โรคข้อที่แสดงความรุนแรงขึ้น แสดงถึงภาวการณ์เสื่อมโทรมลงของข้อต่อกระดูกอ่อน (เนื้อเยื่อเกี่ยวพันขาดความยืดหยุ่น แข็ง) ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของข้อต่อ ทำให้เจ็บปวดและเสียการทรงตัว ความเสื่อมของข้อต่ออาจจะมาจากธรรมชาติและเสื่อมลงตามอายุขัย น้ำหนักเกินหรืออ้วนมากเกินไป ความรุนแรงที่กดทับกระดูกอ่อน ความผิดปรกติของข้อต่อหรือเส้นเอ็น และการติดเชื้อหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท
 

ทำไม คอลลาเจนไฮโดรไลเสท จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรงกระดูกพรุน

นักวิจัยแนะนำว่า คอลลาเจนไฮโดรไลเสท สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งมีความสำคัญในการคงสุขภาพที่ดีของข้อต่อไว้ อีกทั้ง คอลลาเจนไฮโดรไลเสทสามารถถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วในลำไส้เล็ก โดยปริมาณสารอาหารสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

นักวิจัยพบว่าคอลลาเจนไฮโดรไลเสทที่มีอยู่ในเซลล์เพาะเลี้ยง สามารถกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนได้ เมื่อเปรียบเทียบกับคอลลาเจนที่เกิดขึ้นโดยเซลล์ธรรมชาติ จะไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดผลดังกล่าวได้ เช่นเดียวกับในเนื้อเยื่อค้ำจุน แสดงให้เห็นว่าคอลลาเจนไฮโดรไลเสทสมารถลดการเสื่อมของเนื้อเยื่อข้อต่อได้

คอลลาเจน ช่วยในเรื่อง เอ็นและข้อต่อ

ส่วนประกอบประมาณ 80 % ของเอ็น (จุดเชื่อมต่อระหว่างกระดูกกับกระดูก) และเส้นเอ็น (จุดเชื่อมต่อระหว่างกระดูกและกล้ามเนื้อ) คือคอลลาเจน ที่เหลือคือ proteoglucans และ fibroblasts

โดยปกติ สมรรถภาพของเข่าที่ลดลงมีสาเหตุมาจากกระดูกอ่อนในข้อต่อหัวเข่าหมดไป ทำให้กระดูกเสียดสีกัน จุดประสงค์ท้ายสุดของคอลลาเจนที่ต้องการคือ การหยุดการเสียดสีดังกล่าวและสร้างกระดูกอ่อนเข่าขึ้นมาใหม่ กรดอะมิโนในคอลลาเจนไฮโดรไลเสท จะถูกนำมาสร้างเป็นกระดูกอ่อน ทำให้มีโครงสร้างที่แข็งแรงและข้อต่อที่ยืดหยุ่น

คอลลาเจน กับการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

เส้นเลือดแดงที่ปกติจะมีลักษณะดังที่เห็นในรูป สังเกตได้ว่าเส้นเลือดแดงจะไม่มีสารสะสมบนผิว ชั้นคอลลาเจนและเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อจะไม่เสื่อมสภาพ ไม่เปลี่ยนแปลงและแข็งแรงมาก จุดประสงค์ที่มีชั้นคอลลาเจนก็เพื่อป้องกันเส้นเลือดแดงแตกหัก เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆชั้นคอลลาเจนจะเป็นตัว ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดเป็นไปด้วยดีการเกิดโรคหัวใจ

ทันทีที่มีสารสะสมขึ้นที่ผิวของเส้นเลือดแดง นั่นก็คือ การเริ่มต้นของการเป็นโรคหัวใจแล้ว สาเหตุมาจากคอลลาเจนที่ไม่เพียงพอ
คอลลาเจนที่อยู่รายรอบเส้นเลือดแดงจะคอยป้องกันเส้นเลือดไว้ เมื่อเส้นเลือดเริ่มสูญเสียคอลลาเจน จะปรากฏบาดแผลและรอยแตกหักเล็กๆ เมื่ออาการเหล่านี้ปรากฏชัดขั้น ร่างกายเราจะรู้เองว่า นี่เป็นปัญหาและจะทำการซ่อมแซมตัวเองโดยเร่งด่วน ถ้าเส้นเลือดอ่อนแอเนื่องจากขาดคอลลาเจน จะปรากฏรอยแตกหักและบาดแผล ร่างกายจะประสานแผลด้วยเกล็ดจาก Lipoprotein เกล็ดสารนี้เป็นสารที่มีความเหนียว เป็นพวกโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL- low density lipoproteins) นั่นก็คือ คอเลสเตอรอล ทุกครั้งที่ปรากฏรอยแตกขึ้นที่ผิวเส้นเลือดแดง ร่างกายจะใช้เกล็ดสารจาก Lipoprotein มาสมานและป้องกันเส้นเลือดแดง แต่นั้นก็จะทำให้การไหลเวียนของเส้นเลือดแดงอยู่ในวงจำกัดด้วย คุณก็จะเริ่มเป็นโรคหัวใจ

การรับประทานคอลลาเจน

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน 1-3 กรัม หรือ 1-3 ช้อนชา ละลายในเครื่องดื่มร้อน-เย็น 250 cc. ควรรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ หรือนำไปผสมกับอาหารรับประทาน
ร่างกายจะต้องได้รับคอลลาเจนเป็นจำนวน 10 กรัม อย่างน้อย 3 เดือน จึงจะเห็นผลเพราะว่าคอลลาเจนมีการสลายและสร้างใหม่ได้ แต่ถ้าหยุดกินคอลลาเจนเลย อาการจะเกิดอย่างช้าๆ

เรียนรู้เรื่อง “คอลลาเจน”

ผู้หญิงสมัยใหม่ ไม่มีใครไม่รู้จักคอลลาเจนที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวพรรณเต่งตึง แต่เมื่ออายุที่มากขึ้น คอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวหนังก็ลดลงตามลำดับ การยิ้ม ขมวดคิ้ว หรี่ตา หรือเครียด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอลลาเจนใต้ผิวเสื่อมสภาพ ผลที่ตามมาก็คือ ริ้วรอย และรอยตีนกาบนใบหน้า

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจน คือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดด มลพิษต่างๆ บุหรี่ สารปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไป และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ส่งผลต่อผิวในชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ ที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชนิด คือ คอลลาเจน และอีลาสติน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวพรรณเต่งตึง มีความยืดหยุ่น และควบคุมความชุ่มชื้น เมื่อถูกทำลายให้บางลง และด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างการผลิต และการสลายตัวของคอลลาเจนตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดริ้วรอย ผิวหน้าหย่อนคล้อย และหยาบกระด้าง ดังนั้น วิธีที่จะทำให้ผิวพรรณกลับคืนสู่ความวัยเยาว์นั้น ก็คือการเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิว

การเพิ่มคอลลาเจนก็มีหลากหลายวิธี ดังนี้

1. การเติมคอลลาเจน และอีลาสตินที่ขาดหายไปจากเซลล์ผิว ตามธรรมชาติแล้ว
คอลลาเจนและอีลาสติน จะเริ่มเสื่อมลงเมื่ออายุ 25-30 ปี ปัจจุบันมีการค้นคว้าเพื่อหาแหล่งธรรมชาติที่จะช่วยเสริมคอลลาเจนที่ขาดหายไป เพราะผิวที่มีคอลลาเจนที่แข็งแรง จะเป็นผิวที่เปล่งปลั่ง เนียนใส คอลลาเจน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่คงความยืดหยุ่น และช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ไม่สูญเสียไปกับสภาพแวดล้อม
2. การรับประทานอาหารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ
สารต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากธรรมชาติ จะช่วยกำจัดตัวการสร้างอนุมูลอิสระได้หมดไป และไม่ทำลายเซลล์ผิวหนัง ซึ่งได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี สารเหล่านี้เป็นสารที่มีประสิทธิภาพ สูงในการกำจัดอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอีลาสติน
3. การรักษาความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิว
การสูญเสียความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว ทำให้เกิดความหยาบกร้านและริ้วรอย การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นชนิดพิเศษ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่ามอยซ์เจอไรเซอร์ทั่วไป จะสังเกตได้จากส่วนผสมที่ประกอบด้วย ไฮโดรไลซ์ คอลลาเจน, ไฮโดรไลซ์ อีลาสติน, โปรคอลลาเจน, เอเอชเอ เป็นต้น

ความคิดเห็น :
1
อ้างอิง

กัน
 ไม่มีวิธีเพิ่มน้ำหนักหรือสารเพิ่มน้ำหนักหรอครับอยากได้
 
กัน [223.206.45.xxx] เมื่อ 18/04/2012 16:26
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :